ทำบุญ

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ขิม



                         ขิม (Hammered Dulcimer) เป็นเครื่องดนตรีตระกูลเดียวกับ "พิณ" มีต้นกำเนิดมาจากอาณา จักรเปอร์เซียโบราณเมื่อประมาณ 539-330 ปีก่อนคริสตกาล เข้าสู่เอเชียทางเส้นทางสายไหมไปสู่ประเทศจีน และอินเดีย จากนั้นจึงแพร่เข้าสู่ยุโรปและเริ่มมีกระจายไปทั่วโลก ชาวจีนเรียกขิมว่า "หยางฉิน" (Yang Ch'in) ชาวอินเดียเรียกว่า "ซันตูร์" (Santoor) ส่วนในภาษาอังกฤษเรียกว่า "ดัลไซเมอร์" (Dulcimer) ซึ่งหมายถึง เครื่องดนตรีประเภทพิณทุกประเภทที่ทำด้วยไม้ แล้วขึงสายโลหะ ขิมเป็นเครื่องดนตรีโบราณ น้อยคนนักจะ รู้ว่าเครื่องดนตรีชนิดนี้ถือเป็นต้นตระกูลของเปียโนเลยทีเดียว เพียงต่างกันที่กลไกจากดีดเป็นตีเท่านั้น
                        เมื่อเข้าสู่ประเทศจีน ชาวจีนได้ดัดแปลงรูปแบบของขิมเปอร์เซียให้มีรูปแบบเป็นของจีนใน สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีพ่อค้าชาวจีนแล่นเรือมาค้าขายในประเทศไทยและนำหยางฉินมาด้วยนักดนตรี ไทยพบเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้ตามโรงงิ้วในชุมชนชาวจีนแล้วเกิดติดใจจึงนำมาร่วมบรรเลงในวงดนตรีไทย ปรากฏว่ามีความไพเราะเข้ากันดีจึงจัดขิมให้อยู่ในวงเครื่องสายมีเรื่องที่น่าสนใจเกี่ยวกับชื่อ "ขิม" ว่าคำนี้มีที่มาอย่างไร ทั้งๆ ที่ชาวจีนเรียกว่า "หยางฉิน" ส่วนชาวอินเดียเรียกว่า "ซันตูร์" และชาติอื่นๆ ก็มีชื่อ เรียกแตกต่างกันไปมากมาย ซึ่งไม่มีชาติไหนที่ออกเสียงได้คล้ายคลึงกับคำว่า ขิม เลย แล้วเหตุใดคนไทย จึงเรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า "ขิม"
            
                         ลักษณะนาม  คือ  คำนามชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่ประกอบนามอื่น  เพื่อบอกรูปลักษณะ  ขนาด
หรือประมาณของนาม  มักใช้ตามหลังคำวิเศษณ์บอกจำนวนนับ  จะอยู่หลังตัวเลขบอกจำนวนในการใช้
ในการใช้ลักษณะนามนั้น  ต้องคำนึงถึงความถูกต้อง  ความนิยมของภาษาเป็นสำคัญ  เพราะลักษณะนาม ของนามบางอย่างบางชนิดไม่สามารถมาเป็นกฎตายตัวว่าคำนามชนิดนั้นต้องใช้ลักษณะนามอย่างนั้น
 ต้องดูส่วนอื่นประกอบด้วย  เช่น  บริบท ( คำที่อยู่รอบ ๆประโยค )  ผู้ใช้ลักษณะนามถูกต้อง จึงต้องเป็น ผู้สังเกตพิจารณา  และรอบรู้ในเรื่องต่าง ๆ
                         เริ่มที่การจับไม้ตีขิม จับโดยใช้นิ้วชี้แตะตรงส่วนล่างของไม้ตีขิม และนำนิ้วหัวแม่มือมาวาง ตรงด้านบนของไม้ตีขิม แล้วนำนิ้วที่เหลืออีก 3 นิ้วมาจับประคองไม้ตีขิมทางด้านล่าง เมื่อเวลาจะเริ่มตี ปฏิบัติโดยใช้ข้อมือ ขึ้น และ ลง ไป - มาสลับ ซ้าย และ ขวา โดยให้ลักษณะของปลายไม้จะมีการกระดก
ขึ้น - ลง อยู่ภายในอุ้มมือของผู้บรรเลง เวลาบรรเลงนั่งพับเพียบหลังขิม ลำตัวและใบหน้าตรง ตามองมุมต่ำ

กลองทัด


                        ตัวกลองทำด้วยไม้แก่น เนื้อแน่นแข็งใช้กลึงคว้านข้างในจนเป็นโพรงใช้ กลึงคว้านข้างในจน เป็นโพรงตรงกลางป่องออกนิดหน่อย ขึ้นหน้าทั้ง 2 ข้าง ด้วยหนังวัวหรือหนังควายตรึงด้วยหมุด ซึ่งเรียกว่า "แส้" ทำด้วยไม้ หรืองา หรือกระดูกสัตว์ หรือโลหะ ตรงกลางหุ่นกลองด้านหนึ่งมีห่วงสำหรับแขวน เรียก กันว่า "หูระวิง" เวลาใช้บรรเลงตีเพียงหน้าเดียว หน้าหนึ่งติดข้าวสุกผสมกับขี้เถ้าปิดตรงใจกลาง แล้ววาง กลองทางด้านนั้นคว่ำตะแคงขอบไว้บนหมอนหนุน มีขาหยั่งสอดค้ำตรงหูระวิง ใช้ตีด้วยท่อนไม้ 2 อัน กลองทัด นิยมใช้ 2 ลูก ลูกหนึ่งเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ตีเสียงดัง "ตูม" อีกลูกหนึ่งเสียงต่ำเรียกว่า "ตัวเมีย" ตีเสียงดัง   "ต้อม"
                        กลองทัด เป็นเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบจังหวะที่ขึงด้วยหนังสองหน้า มีรูปทรงกระบอก กลางป่อง ออกเล็กน้อย ตรึงด้วยหมุดที่เรียกว่า "แส้" ซึ่งทำด้วยไม้ งาช้าง กระดูกสัตว์ หรือโลหะ หน้ากลอง ด้านหนึ่ง ติดข้าวตะโพน แล้วตีอีกด้านหนึ่ง ใช้ไม้ตีสองอัน สำรับหนึ่งมีสองลูก ลูกเสียงสูงเรียกว่า "ตัวผู้" ลูกเสียงต่ำ เรียกว่า "ตัวเมีย" ตัวผู้อยู่ทางขวา และตัวเมียอยู่ทางซ้ายของผู้ตี กลองทัดน่าจะเป็นกลองของไทย มาแต่ โบราณ ใช้บรรเลงรวมอยู่ในวงปีพาทย์มาจนถึงปัจจุบัน
1. ในกรณีกลองประเภทที่ต้องใช้ข้าวติดหน้ากลองให้ทำความสะอาดโดยการใช้ผ้าเปียกน้ำพอหมาดๆเช็ด      หน้ากลองให้สะอาด
2. นำกลองที่ทำความสะอาดแล้วใช้ผ้าคุมหรือนำผ้าไปตัดเป็นถุงใส่ เพื่อกันความชื้น
3. ตรวจสอบคุณภาพความตึงของเสียงกลองให้ได้มาตรฐานอยู่เสมอ

กลองยาว

ประวัติกลองยาว
           กลองเป็นเครื่องมือตีทำด้วยไม้เป็นต้น มีลักษณะกลมกลวง ขึงด้วยหนังมีหลายชนิด ถ้าทำด้วยหนังหน้าเดียว มีรูปยาวมากใช้สะพายในเวลาตี เรียกว่ากลองยาวหรือเถิดเทิง ถ้าขึงด้วยหนังหน้าเดียว มีรูปกลมแบนและตื้น เรียกว่า กลองรำมะนา ถ้าขึงหนัง 2 หน้า ร้อยโยงด้วยสายหนัง เรียกว่ากลองมาลายู ถ้าร้อยโยงด้วยหวาย เรียกว่า กลองแขก กลองขนะ
ประวัติกลองยาว
           กลองยาวได้แบบอย่างมากจากพม่า ในสมัยกรุงธนบุรี หรือต้นกรุงรัตนโกสินทร์ สมัยที่ไทยกับพม่ากำลังทำสงครามกัน เวลาพักรบ พวกทหารพม่าก็เล่น "กลองยาว" กันสนุกสนาน พวกชาวไทยได้เห็นก็จำแบบอย่างมาเล่นบ้าง แต่บางท่านก็เล่าว่า กลองยาวของพม่าแบบนี้ มีชาวพม่าพวกหนึ่งนำเข้ามาเล่นในงานที่มีกระบวนแห่ เช่น บวชนาค ทอดกฐิน เป็นต้น และนิยมเล่นกันเป็นที่รื่นเริง สนุกสนานในเทศกาลสงกรานต์ และเล่นกันแพร่หลายไปแทบทุกหัวบ้านหัวเมือง วงหนึ่งๆ จะใช้กลองยาวหลายลูกก็ได้ เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงร่วม มี ฉิ่ง, ฉาบเล็ก, กรับ, โหม่ง เรียกการเล่นชนิดนี้ว่า "เถิดเทิง" หรือ "เทิงกลองยาว" ที่เรียกเช่นนี้เข้าใจว่าเรียกตามเสียงกลองที่ตีและตามรูปลักษณะกลองยาว
การทำกลองยาวในต่างประเทศ
           กลองยาวแบบนี้ของพม่าเรียกว่า "โอสิ" (OZI) และของชาวไทยอาหมในแคว้นอัสสัมก็มี ลักษณะคล้ายคลึงกัน แต่กลองยาวของชาวไทยอาหมรูปร่างคล้ายตะโพน คือ หัวท้ายเล็กป่องกลางและเล็กกว่าตะโพน ขึ้นหนังทั้งสองข้าง ผูกสายตีได้ ตามที่ได้เห็นวิธีเล่น ทั้งกลองยาวของพม่า และกลองของชาวไทยอาหม สังเกตดูเห็นเล่นเป็นแบบเดียวกัน อาจจะเลียนอย่างจากกันก็ได้

วัตถุที่ใช้ทำกลองยาว
1. ไม้จริง ใช้ทำตัวกลอง ตอนหน้าใหญ่ ตอนท้ายลักษณะเรียวแล้วบาน
ตอนปลาย เป็นรูปดอกลำโพง มีหลายขนาด
2. ข้าวสุก ใช้ติดตรงกลางของหน้ากลอง โดยบดผสมขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง
3. ผ้าสีหรือ ใช้หุ้มตกแต่งกลองให้สวยงาม
4. หนังสัตว์ ใช้ทำหนังกลอง
5. สายสะพาย ใช้ผูกกลองไว้คล้องสะพายบ่า
วิธีเล่นกลองยาว
ก่อนเล่นมีการบูชาไหว้ครูโดยจุดธูปเทียนดอกไม้ สุรา และเงิน 12 บาท
1. การเล่นใช้คนเล่นทั้งหมด 18 คน
1. คนตีกลอง 9 คน
2. คนรำ 6 คน
3. คนตีฆ้อง, โหม่ง, ฉาย 3 คน
2. นั่งล้อมวงติดถ่วงเทียบเสียงกลอง (ถ่วงด้วยข้าวสุก ตำกับขี้เถ้าให้ละเอียดหรือเหนียว)
3. เริ่มเล่นโหม่งตีจังหวะให้สัญญาณขึ้นเพลง เพลงที่จะเล่นมีประมาณ 5 เพลง
1. เพลงม้าย่อง
2. เพลงหรั่งย่ำเท้า
3. เพลงแขก
4. เพลงเซิ้งกระติ๊บ
5. เพลงเซิ๊งสวิง
4. ในระหว่างขึ้นเพลง นักรำจะทำการร่ายรำไปตามเพลงแต่ละชนิด
5. เวลาจบหัวหน้าที่อยู่ในหมู่กลองเร่งเตือนว่าจะลงกลองเพื่อจบหรือหยุดเล่น
วัตถุที่ใช้ทำกลองยาว
1. ไม้จริง ใช้ทำตัวกลอง ตอนหน้าใหญ่ ตอนท้ายลักษณะเรียวแล้วบานตอนปลาย
เป็น รูปดอกลำโพง มีหลายขนาด
2. ข้าวสุก ใช้ติดตรงกลางของหน้ากลอง โดยบดผสมขี้เถ้าเพื่อถ่วงเสียง
3. ผ้าสีหรือ ใช้หุ้มตกแต่งกลองให้สวยงาม
4. หนังสัตว์ ใช้ทำหนังกลอง
5. สายสะพาย ใช้ผูกกลองไว้คล้องสะพายบ่า
โอกาสที่เล่น
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่นิยมอย่างแพร่หลาย ในจังหวัดนนทบุรีมีการเล่นกลองยาวตามอำเภอต่าง ๆ โดยจะเล่นในขบวนแห่นาค ขบวนทอดผ้าป่า งานรื่นเริง ปัจจุบันมีการประกวดแข่งขันการเล่นกลองยาวของแต่ละอำเภอในงานต่าง ๆ เช่น ในวันสงกรานต์ เป็นต้น
อุปกรณ์และวิธีเล่น
กลองยาวเป็นกลองหน้าเดียว รูปร่างทรงยาว ด้านล่างกลึงเป็นรูปคล้ายปากแตร ส่วนบนป่องเล็กน้อยปิดด้วยหนังวัว ขึงด้วยเชือกให้ตึง กลองยาวมีหลายขนาดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้เล่น ตกแต่งด้วยผ้าสีสวยงาม มีสายสะพายคล้องบ่าเพื่อสะดวกในการเดินตีผู้เล่นกลองยาวจะใช้มือตีทั้งสองมือ บางครั้งตีแบบโลดโผนเพื่อความสนุกสนาน ใช้กำปั้น ศอก เข่า ศีรษะ หรือต่อตัวในการตีกลอง ซึ่งต้องใช้ทักษะและความชำนาญในการตี

ก่อนเล่นมีการบูชาไหว้ครูโดยจุดธูปเทียนดอกไม้ สุรา และเงิน 12 บาท
การเล่นใช้คนเล่นทั้งหมด 18 คน
1. คนตีกลอง 9 คน
2. คนรำ 6 คน
3. คนตีฆ้อง, โหม่ง, ฉาบ 3 คน
4. นั่งล้อมวงติดถ่วงเทียบเสียงกลอง (ถ่วงด้วยข้าวสุก ตำกับขี้เถ้าให้ละเอียดหรือ เหนียว) เริ่มเล่นโหม่งตีจังหวะให้สัญญาณขึ้นเพลง เพลงที่จะเล่นมีประมาณ 5 เพลง
1. เพลงม้าย่อง
2. เพลงหรั่งย่ำเท้า
3. เพลงแขก
4. เพลงเซิ้งกระติ๊บ
5. เพลงเซิ๊งสวิง
ในระหว่างขึ้นเพลง นักรำจะทำการร่ายรำไปตามเพลงแต่ละชนิดเวลาจบหัวหน้าที่อยู่ในหมู่กลองเร่งเตือนว่าจะลงกลองเพื่อจบหรือหยุดเล่น
คุณค่า
การเล่นกลองยาวเป็นการเล่นที่แสดงความพร้อมเพรียงสามัคคีในหมู่คณะ เนื่องจากเป็นการเล่นเป็นกลุ่มต้องการเสียง หรือจังหวะที่พร้อมกัน ให้ความสนุกสนานรื่นเริงทั้งผู้เล่นและผู้ชม

โหวด


  ความรู้ทั่วไปเรื่องโหวด

            โหวด เครื่องดนตรีขนาดเล็ก กะทัดรัด ราคาย่อมเยา รูปทรงสวยงาม กลายเป็นเครื่องดนตรีแห่งวงการดนตรีอีสานจริงๆ เมื่อไม่กี่สิบปีมานี่เอง โดยผู้คิดค้นพัฒนาให้เป็นเครื่องดนตรี แบบที่เห็นในปัจจุบัน คืออาจารย์ทรงศักดิ์ ประทุมสินธุ์ (อาจารย์ประจำวิทยาลัยนาฏศิลป์ร้อยเอ็ด) ซึ่งได้คิดค้นและนำออกแสดงเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๑


โหวด ทำจากไม้กู่แคน ซึ่งเป็นปลายที่เหลือจากการทำแคน แต่มีรูปแบบการกำเนิดเสียง ที่แตกต่างจากแคน โดยแคนมีลิ้นเป็นตัวให้กำเนิดเสียง แต่โหวดไม่มีลิ้น ให้กำเนิดเสียงโดยการไหลของลม ระดับเสียง สูง-ต่ำ ขึ้นอยู่กับ ขนาดความโต และความยาวของลูกโหวด หรือ ขึ้นอยู่กับปริมาตรความจุลมของลูกโหวดนั่นเอง หากมีความจุมาก เสียงจะต่ำ หากมีความจุน้อย เสียงจะสูง

ลูกโหวด ด้านหัวของแต่ละลูก เสี้ยมปลายให้แหลมเป็นปากปลาฉลาม และนำแต่ละลูก มาติดเข้ากับแกนโดยรอบ เรียงลำดับจากยาวไปหาสั้น

โหวดมาตรฐาน มี ๑๓ ลูก ๕ โน้ต ตามโน้ตเพลงพื้นบ้านอีสาน คือ มี ซอล ลา โด เร สามารถบรรเลงเพลงลายใหญ่ และลายสุดสะแนนได้ หรือหากต้องการใช้เล่นร่วมกับลายน้อย และลายโป้ซ้ายได้ ก็สามารถปรับคีย์ลูกโหวดให้สูงขึ้น ก็จะได้โน้ต ๕ ตัวสำหรับคีย์ลายน้อย คือ ลา โด เร ฟา ซอล

ต่อมา เพื่อให้โหวดหนึ่งตัว เล่นได้หลายลายหรือหลายสเกลเสียงมากขึ้น จึงเพิ่มเสียง ฟา เข้าไปเป็น ๖ โน้ต ซึ่ง โหวดที่มี ๖ โน้ต จะสามารถบรรเลงลายใหญ่ ลายน้อย ลายสุดสะแนน และลายโป้ซ้าย ได้ แต่บางคน อาจสั่งพิเศษ ให้ช่างโหวดทำให้ครบทั้ง ๗ โน้ต เพื่อให้บรรเลงเพลงลูกทุ่งได้เต็มสเกล แต่โหวดที่มี ๗ โน้ต อาจเล่นยากกว่าโหวดปกติ

ส่วนประกอบของโหวด

โหวด มีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้

ลูกโหวด
            ลูกโหวด จากไม้ตระกูลไผ่ ชนิดเดียวกันกับที่ใช้ทำแคน ช่างแคนนิยมเรียกไว้ชนิดนี้ว่า ไม้กู่แคน โดยมากมักใช้ส่วนที่เหลือจากการทำลูกแคน มาตัดทำเป็นลูกโหวด

แกนโหวด
            แกนโหวด เป็นส่วนสำหรับนำลูกโหวดมาติดเรียงเข้าด้วยกัน ตามลำดับโน้ต ทำจากลำไม้ไผ่ เหลาให้เหลือเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว และปาดเฉือนทำเป็นหางด้วย

หัวโหวด
            หัวโหวดมีลักษณะสอบแหลม ปลายมน ใช้เพื่อให้เป่าลูกโหวดได้ง่าย ทำจากขี้สูด ผสมกับขี้ซี (ยางไม้ เช่น ต้นจิก ต้นแคน เป็นต้น) ปัจจุบัน อาจใช้วัสดุอย่างอื่น ทดแทน
ประเภทของโหวด

โหวด จำแนกประเภทตามลักษณะรูปทรงได้ ดังนี้
โหวดหาง (หรือโหวดแกว่ง)
โหวดกลม (ทั่วไป)
โหวดแผง
โหวดหาง เครื่องเล่นเพื่อความเพลิดเพลิน
                 โหวด สมัยก่อน เป็นอุปกรณ์เครื่องเล่นเพื่อความเพลิดเพลินอย่างหนึ่ง เท่านั้น ยังไม่ถือว่าเป็นเครื่องดนตรี เพราะยังไม่มีการนำมาบรรเลงเป็นเพลงจริงๆ โดยโหวดในสมัยก่อน ประกอบด้วย แกนกลาง ซึ่งทำจากไม้ไผ่ลำโตขนาดกลาง และลูกโหวด ซึ่งทำจากลำไผ่เล็กมีรู หากลูกโหวดมีผิวหนา ก็ใช้มีดเหลาเปลือกออกให้บางลง นำลูกโหวดมาติดรอบแกนด้วยขี้สูด หรือหากไม่มีขี้สูดก็ใช้ยางมูก (มูก เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่ง มียางเหนียว) เป็นตัวประสาน ซึ่งโหวดนี้ สามารถถือเป่าเล่นเพื่อความเพลิดเพลินได้
           นอกจากนั้น สามารถนำโหวดนี้ไปเล่นในลักษณะอื่นได้ โดยนำไม้ไผ่ลำเล็ก ยาวประมาณ 1 วา หรือสมดุลกับตัวโหวด มามัดติดเข้ากับเข้ากับตัวโหวด ทำเป็นหางโหวด เรียกโหวดนี้ว่า โหวดหาง
การเล่นโหวดหาง คือ ใช้เชือกทำเป็นบ่วง สองอัน คล้องมัดกับตัวโหวด ให้สมดุลย์ จากนั้น จับหางเชือก แกว่งเวียนรอบศีรษะ ในทิศทางที่หัวโหวดต้านลม จะเกิดเสียงดัง ฟังสนุกสนาน หากต้องการขว้างแข่งกัน ก็ปล่อยหางเชือก ให้โหวดลอยไปในอากาศ ซึ่งก็จะเกิดเสียงดัง เช่นกัน
           ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว หรือหน้าหนาว นิยมทำโหวดหางมาขว้างแข่งกัน โดยใครขว้างได้ไกลกว่า เป็นผู้ชนะ ซึ่งโหวดที่นำมาเล่น ต้องมีเสียงดังด้วย หากไม่ดัง แม้จะไปไกลกว่า ก็ไม่ถือว่าชนะ
โหวดหาง เอาเพียงแค่มีเสียงดัง ซึ่งก็มีทั้งเสียงทุ้ม และเสียงแหลม แต่ยังไม่มีการเรียงเป็นโน้ต หรือไม่มีการปรับระดับโทนเสียงให้เล่นเป็นเพลงได้ แม้จะนำมาเป่าเพื่อความเพลิดเพลินได้ แต่ก็ยังไม่จัดว่าเป็นเครื่องดนตรี
 โหวดกลม (ทั่วไป)
             โหวดที่เป็นเครื่องดนตรี ได้รับการปรับปรุงพัฒนา โดยนายทรงศักดิ์ประทุมสินธุ์ โดยอาศัยหลักการของโหวดหาง แต่จัดรูปแบบโน้ตโดยหลักการทางดนตรี เทียบเสียงกับแคน ซึ่งในสมัยแรก ใช้เพียง 5 โน้ต ตามลักษณะลายเพลงพื้นบ้านอีสาน
โหวดแผง
            หวดแผง คือโหวดที่เป็นเครื่องดนตรี ใช้หลักการเดียวกันกับโหวดกลม ผสมผสานกับรูปแบบของเมาท์ออแกน จนออกมาเป็น โหวดแผง ซึ่งโหวดแผง จะติดลูกโหวดเรียงกันเป็นแถวเดียว ตามลำดับความยาว-สั้น

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

แคน

ประเภทของแคน
ประเภทของแคน อาจแบ่งได้หลายลักษณะ ในที่นี้จะแบ่งประเภทของแคน ใน 3 ลักษณะ คือ แบ่งตามจำนวนลูกแคน , แบ่งตามระดับเสียงหรือคีย์ แบ่งตามลิ้นแคนแบ่งตามจำนวนลูกจะได้ดังนี้
                แคนหก มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า แคนโก่ แต่ช่างทำแคนบางคนเรียกแคนสาม ประกอบด้วยลูกแคน 6 ลูก จัดเรียงเข้าอยู่ในเต้าเป็นสองแพ ซ้ายขวา แพละ 3 ลูก .....มีระบบเสียงอยู่ในมาตราเพนตะโทนิค ( Pentatonic Scale) เรียงระดับจากต่ำไปสูง 5 เสียง คือ ซอล ลา โด เร มี โดยเสียงซอล มี 2 ลูก เป็นคู่เสียงอ็อคเทฟ (คู่แปดเปอร์เฟคท์) ซึ่งกันและกัน ส่วนเสียงอื่นๆ เป็นเสียงเดี่ยวแคนหกเหมาะสำหรับบรรเลงทำนองเพลง ใน 2 บันไดเสียงคือ บันไดเสียงซีเมเจอร์ (C Major) และบันไดเอไมเนอร์ (A Minor) หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ แคนหกสามารถใช้เล่นทำนองที่มีเสียง โดออกสำเนียงเมเจอร์ และทำนองที่มีเสียง ลาออกสำเนียงไมเนอร์เป็นเสียงหลัก (tonic) ได้ .... การเทียบบันไดเสียง ในที่นี้ หมายถึง กรณีที่เสียง โด ตรงกับ C

แคนเจ็ด ประกอบด้วยลูกแคน 7 คู่ (14 ลูก) จัดเรียงเข้าอยู่ในเต้าเป็นสองแพ ซ้ายขวา แพละ7ลูก มีระบบเสียงอยู่ในมาตราไดอะโทนิค (Diatonic scale) เรียงระดับจากต่ำไปสูง 7 เสียง คือ ลา ที โด เร มี ฟา ซอล แต่ละเสียงมีคู่เสียงเป็นคู่แปดเฟอร์เฟคท์ หรือคู่เสียงอ็อคเทฟ ยกเว้นเสียง ซอล เป็นเสียงคู่ 1เปอร์เฟคท์ หรือเสียงคู่ยูนิซัน (unison) คือเป็นเสียงคู่ในระดับเสียงเดียวกัน แคนเจ็ด จึงมีสองช่วงทบ
เสียง ( 2 octaves) เรียงระดับจากต่ำไปสูงได้ 13 เสียง คือ ลา ที โด เร มี ฟา ซอล ลา ที โด เร มี ฟา (และซอลระดับเดิม) ทำให้แคนเจ็ดเหมาะสำหรับใช้บรรเลงทำนองใน 6 บันไดเสียง คือ บันไดโทนิค (tonic) บันได dominant และบันได subdominant ทั้งทางเมเจอร์ และทางไมเนอร์ ตัวอย่างเช่น สมมติแคนเจ็ดเต้าหนึ่งถูกประดิษฐ์ขึ้นให้เสียงโป้ซ้าย (ซึ่งคือโด) ตรงกับ เสียง C ของเปียโน หรือคีย์บอร์ด แคนเจ็ดเต้านั้น สามารถบรรเลงทำนองได้ในบันไดเสียง


แคนแปด ประกอบด้วยลูกแคน 8 คู่ (16 ลูก) จัดเรียงเข้าอยู่ในเต้าเป็นสองแพ ซ้ายขวา แพละ8ลูก มีระบบเสียงอยู่ในมาตราไดอะโทนิค(Diatonic scale) ครบ2ช่วงทบเสียงอย่างสมบูรณ์ แคนแปดวางตำแหน่งเสียงของลูกแคนเหมือนกับแคนเจ็ดทุกประการ เพียงแต่เพิ่มลูกแคนเข้ามาอีก 1 คู่ ( 2ลูก แพละลูก) ที่ด้านปลายนอกสุดของเต้าแคน คู่ที่เพิ่มเข้ามานี้ ใช้เป็นเสียงประสานยืน (drone) เรียกเสียงนี้ว่า เสียงเสพ หรือเรียกว่า เสพก้อย เพราะเวลาบรรเลง มักใช้นิ้วก้อยของผู้บรรเลงปิดรูนับ แต่หมอแคนผู้มีทักษะน้อยมักใช้ขี้สูดก้อนเล็กๆ ปิดรูนับเสียงเสพนี้ เพื่อให้ดังไปตลอดการบรรเลง เสียงเสพขวา เป็นเสียงลา(สูง) ใช้สำหรับประสานให้กับทำนองเพลงทางไมเนอร์ ส่วนเสียงเสพซ้าย เป็นเสียงซอล(สูง) ใช้สำหรับประสานให้กับทำนองเพลงทางเมเจอร์

แคนเก้า ประกอบด้วยลูกแคน 9 คู่ (18 ลูก) จัดเรียงเข้าอยู่ในเต้าเป็นสองแพ ซ้ายขวา แพละ9ลูก มีระบบเสียงอยู่ในมาตราไดอะโทนิค (Diatonic scale) ครบ 2 ช่วงทบเสียง กับมีเสียงเสพประสานยืนอีก 2 เสียงเหมือนแคนแปดทุกประการ แต่ได้เติมคู่เสพก้อยพิเศษเข้ามาอีก 1 คู่ เพื่อให้เสียงประสาน หนักแน่น กล่อมกันดียิ่งขึ้น ฟังดูคล้ายเป็นเสียงคอร์ดประสาน และยังช่วยให้ผู้บรรเลงเลือกใช้ให้เหมาะสมกับทำนองต่างบันไดเสียง หลายบันไดเสียงขึ้นไปอีกแคนเก้า นิยมทำให้มีความยาวอย่างน้อย เกือบเป็น2เท่าของแคนเจ็ดแคนแปด เหตุผลก็คือ เพื่อให้มีระดับชุดเสียงอยู่ในแนวทุ้มต่ำ ซึ่งหากทำแคนเก้าให้มีขนาดความยาวของลูกแคนเท่ากับแคนเจ็ดแคนแปด จะทำให้ระยะห่างระหว่างลิ้นแคน
กับรูแพว ของลูกเสพก้อยที่เพิ่มเข้ามาใหม่นั้น มีระยะแคบมาก จนทำให้ผู้เป่าควบคุมลมผ่านลิ้นไม่ได้ ทำให้เสียงดังตลอดเวลาแม้ไม่ได้ปิดรูนับ ซึ่งอาการเช่นนี้ ช่างทำแคนเรียกว่า ลิ้นนอง

พิณ



พิณ แบ่งออกได้เป็น 5 ชนิด
1. พิณน้ำเต้า เป็นพิณสายเดียว ทำด้วยไม้เนื้อแข็งยาวประมาณ 75 เซนติเมตร ปลายข้างหนึ่งทำด้วยโลหะหล่อเป็นลวดลายสำหรับซึงสายสวม
ติดไว้ ด้านตรงข้ามมีลูกบิด ทำด้วยไม้เนื้อแข็งสอดไว้ กล่องเสียงทำด้วยผลน้ำเต้าแห้ง มีเชือกรัดสายพิณ ซึ่งทำด้วยโลหะให้คอตตรงบริเวณ
ใกล้กล่องเสียง ใช้บรรเลงการดีดด้วยนิ้วมือ
2. พิณเพียะ มีลักษณะคล้ายพิณน้ำเต้า แต่พิณเพียะทำเพิ่มขึ้นเป็น 2 สายและ 4 สาย ก็มีคันทวนยาวประมาณ 1 เมตรเศษ
ลูกบิดยาว ประมาณ 18 เซนติเมตร ใช้เชือกคล้องสายผูกโยงไว้กับทวน สำหรับเร่งเสียงเหมือนกับพิณน้ำเต้า กะโหลก
ทำด้วยเปลือกลูกน้ำเต้าตัดครึ่งลูก ทำด้วยกะลามะพร้าว เวลาดีดก็เอากะโหลกประกบติดไว้กับหน้าอกพิณเพียะนี้จัด
อยู่ในประเภทพิณซีตเตอร์
                                          
                                        
3. กระจับปี่ เป็นเครื่องดีดประเภทพิณ กล่องเสียงทำด้วยไม้เนื้ออ่อน ขุดเป็นโพรง ขนาดประมาณ 25 x 40 เซนติเมตร มีช่องเสียงอยู่ด้าน
หน้ามีคันทวนค่อนข้างยาวประมาณ 100 เซนติเมตร มีลูกบิดตอนบนสำหรับขึ้นสาย 4 ลูกขึ้นสายเป็น 2 คู่ เสียงเท่ากันมีนมตั้งเสียงติดอยู่
กับด้านหน้าของคันทวนใช้ดีดด้วยเขาสัตว์บาง ๆ สายกระจับปี่ทำด้วยไหมฟั่นเอ็น หรือ สายลวด กระจับปี่จัดอยู่ในประเภทพิณลูท
                                     
4. พิณพื้นบ้าน นิยมเล่นในภาคอีสานเป็นเครื่องดนตรีทำด้วยไม้ กล่องเสียงเป็นรูปสี่เหลี่ยมมน หรือคล้ายใบไม้ กว้างประมาณ 
25 เซนติเมคร ยาวประมาณ 30-35 เซนติเมตร หนาราว 7-10 เซนติเมตร มีช่องเสียงตรงกลางด้านหน้าคันพิณยาวประมาณ 40-50
เซนติเมตร ตอนปลายติดหัวโขนรูปต่างๆ ใช้สายลวด2-4 สาย บางครั้งก็ใช้ 2 คู่ มีนมแบ่งเสียงใช้ดีดด้วยแผ่นเบาบาง ๆ จัดอยู่ใน
ประเภทพิณลูท
                                         
5. พิณไห พิณไหทำด้วยไหซองหรือไหกระเทียมใช้เส้นยางหนาๆ ขึงให้ตึงที่ปากไหเวลาเล่นใช้มือดึงเส้นยางให้สั่นเป็นเสียงทุ้มต่ำ
ใช้เล่นเป็นเครื่องประกอบจังหวะ นิยมนำไปเล่นกับวงโปงลาง พิณให้จัดอยู่ในประเภทพิณซิตเตอร์